1.2 เทคโนโลยีมีผลกระทบต่อเกษตรกรในยุคดิจิทัลอย่างไร

เทคโนโลยีเกษตรในยุคดิจิทัล

เทคโนโลยีมีผลกระทบต่อเกษตรกรในยุคดิจิทัลอย่างไร

เทคโนโลยีมีผลกระทบต่อเกษตรกรในยุคดิจิทัลอย่างไร

ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีความเจริญก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้มนุษย์ มีสิ่งอำนวยความสะดวก สบาย ในการดำเนินชีวิต อย่างมากมาย  ตั้งแต่ เวลาตื่นนอน จนแม้ในยามหลับ ตั้งแต่เกิดจนตาย แต่คนไทยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยสนใจว่า  ตนจะได้อะไร จากการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีคนจำนวนไม่น้อยมองว่า  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ในความจริงแล้ว วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี มีบทบาทสำคัญมาก ในการแก้ปัญหา และพัฒนาชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อการศึกษา และสร้างสรรค์ เนื่องจากปัจจุบันอยู่ในยุค โลกไร้พรมแดน วิทยาการทุกอย่าง ย่อมส่งผลกระทบถึงทุกคน จะเห็นได้ว่าบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทต่อทุกคนทุกอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่อาชีพเกษตรกร และประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมและประชากรส่วนใหญ่ของประเทศประกอบอาชีพเกษตรกร มีการสืบทอดพัฒนาวิธีการปลูกและการดูแลพืชแต่ละชนิดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน บ่มเพาะเป็นภูมิปัญญาด้านเกษตรกรรมที่ทรงคุณค่า แต่ทว่าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ ภาคเกษตรกรรมไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เกษตรกรไทยเผชิญปัญหาความยากจนอันเกิดจากความไม่เป็นธรรมทาง เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ซึ่งเป็นปัจจัยที่มิอาจควบคุมได้ และอีกปัจจัยที่เป็นปัญหานั่นก็คือการไม่เท่าทันเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีนั้นมีบทบาทต่ออาชีพเกษตรกรไม่น้อย หากจะวิเคราะห์เรื่องเทคโนโลยีและการพัฒนาของเกษตรกรไทย เราสามารถจำแนกยุคของเกษตรกรออกได้เป็น 4 ยุค ดังนี้

เกษตรกร 1.0 แบบดั้งเดิม
เกษตรกรแบบดั้งเดิม ส่วนใหญ่จะยังปลูกข้าวอยู่ หรืออาจจะมีการปลูกอย่างอื่นผสมผสาน มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย เน้นใช้แรงงานคน และยังต้องดิ้นรนกับปัญหาสภาพอากาศ น้ำ และราคาพืชผลอยู่

เกษตรกร 2.0 ใช้เครื่องจักรเบา
เป็นเกษตรกรที่เริ่มตั้งตัวได้ มีการนำเครื่องจักรเบามาใช้แทนแรงงาน รวมถึงระบบน้ำ ระบบจัดเก็บที่ไม่ได้ใช้เงินลงทุนเยอะ เกษตรกรเหล่านี้ถือเป็นเกษตรกรที่มีการปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย จากปลูกข้าว ก็เป็นปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นต้น

เกษตรกร 3.0 : ใช้เครื่องจักรหนัก
เครื่องจักรที่นำมาใช้มีราคาสูง แต่ได้กำลังการผลิตที่มาก จึงเหมาะกับเกษตรกรที่เพาะปลูกเพื่อส่งให้บริษัทส่งออกอีกที หรือมีบริษัทเป็นของตัวเอง และก็ลงทุนกับระบบอื่น ๆ ในพื้นที่เช่นเดียวกัน

เกษตรกร 4.0 : Smart Farming
ใช้นวัตกรรมในการเพาะปลูก การจัดการ รวมไปถึงการตลาด รวมถึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษา งานวิจัย เพื่อควบคุมการผลิตให้ได้ตามที่ต้องการ

จากข้อมูลที่กล่าวมา เกษตรกรไทยส่วนใหญ่นั้นยังอยู่ที่ยุค 1.0-1.5 เท่านั้น ยังไม่ได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากเท่าที่ควร จะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นเข้ามามีบทบาทต่อภาคการเกษตรมากเพียงใด การที่เกษตรกรไทยจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสังคมและการแข่งขันของตลาด เกษตรกรต้องรู้จักที่จะแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มเติม เลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เปลี่ยนจากการเฝ้ารอโชคชะตา เป็นการใช้ข้อมูล และรับมือกับสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ เปลี่ยนจากการใช้แต่แรงงานคน เป็นใช้เทคโนโลยีที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ และใช้พลังงานคนไปกับการคิด การวางแผน การทำตลาดเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณ ไปสู่เน้นมูลค่า จะมีประโยชน์อะไรถ้าปลูกได้ปริมาณเยอะขึ้น แต่รายได้ไม่ได้มากขึ้นตาม  เกษตรกรไทย หากจะดำรงอยู่รอดได้ เชื่อว่าน่าจะต้องอาศัยความรู้ความสามารถของตัวเกษตรกรที่ต้องหมั่นพัฒนาตนเองแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ตาม ทิศทางของภาคการเกษตรไทยนั้น ถ้ามุ่งไปสู่การทำเกษตรที่ดี มีคุณภาพ ปลอดภัยไร้สารพิษ หรือเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการแปรรูปให้หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ก็จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ตัวเกษตรกร และช่วยให้ประเทศชาติเป็นแหล่งอาหารที่ปลอดภัยของโลก

ที่มา : https://marketeeronline.co/archives/7375